สวัสดีครับ นี่เป็นบทความสำหรับปีใหม่ (เขียนไว้ก่อนเลย เพราะปีใหม่คงไม่อยู่เขียน)
ก็อยากจะเขียนอะไรที่เหมาะสำหรับในโอกาสปีใหม่หน่อย
อยากเขียนอะไรที่อาจจะเป็นความหวัง เป็นแรงบันดาลใจ
ก็จะ case study เรื่องการเริ่มต้นของ studio Ghibli หน่อยครับ
ไม่แน่ใจว่าจะมีคนรู้จักชื่อนี้หรือไม่ แต่ถ้าไม่รู้จัก เราจะอธิบายง่ายๆว่า เป็น studio ที่ทำด้านการ์ตูน animation ในญี่ปุ่นที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุด และมีผลงานที่เคยได้ถึงรางวัล Oscar ชื่อ Spirited Away ครับ
ส่วนตัวผมเองเป็นแฟนของ studio Ghibli พอดีเริ่มศึกษาเกี่ยวกับการวิเคราะห์ภาพยนต์ และได้ยินว่า studio นี้มีผลงานถึงขนาดได้รับรางวัล Oscar ก็เลยสนใจ ดูว่าเป็นอย่างไร เพราะปกติเราจะเห็นแต่หนังฝรั่งได้รางวัลกัน มีดีขนาดไหนเชียว
ซึ่งพอได้ดูและวิเคราะห์แล้วก็ได้เห็นอะไรหลายอย่าง
ผลงานของเขาเป็นอย่างไรบ้าง คงไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะเขียนในบทความนี้ แต่จะข้ามมาเรื่องที่ว่า พอผมดูผลงานได้แค่เรื่องเดียว ก็รู้สึกสนใจมาก ไล่งานของเขามาดูหมดเลย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน รวมทั้งศึกษาประวัติของเขาด้วย
มีประวัติตอนหนึ่งที่น่าสนใจ ผมอยากจะกล่าวถึง
สมัยก่อนที่จะมีการก่อตั้ง studio Ghibli คนที่ทำงานในสายงาน animator นั้น มีชีวิตที่ไม่ค่อยมั่นคงเท่าไหร่ ทำงานเป็น job ไป จบงานก็ไม่ได้มีอะไรการันตีว่าจะมีรายได้ต่ออีก
ทางผู้ก่อตั้ง สมัยที่ยังเป็นลูกจ้างอยู่ก็มองเห็นปัญหานี้
สิ่งที่เขาคิดในใจอย่างหนึ่งคือ อยากให้คนในสายงาน animator ได้มีชีวิตที่มั่นคงบ้าง . . . แต่ก็ยังทำอะไรไม่ค่อยได้นัก เพราะทุกอย่างถูกกำหนดโดยเบื้องบน
จนวันหนึ่ง เขาได้มีโอกาสทำ animation เรื่อง Nausicaa of The Valley of The Wind ซึ่งปรากฎว่าดังถล่มทลายมาก (เท่าที่ดูในข้อมูล รู้สึกนางเอกได้รับการ vote ให้เป็นตัวละครยอดนิยมอันดับหนึ่ง ถึง 10 ปีซ้อน)
ทำให้พวกเขามีเงินพอที่จะเปิด studio ของตัวเอง และเขาก็ได้ทำตามที่เขาได้ตั้งใจไว้คือ เมื่อเขากำหนดเองได้เขาก็กำหนดลักษณะชีวิตการทำงานของคนสาย animator ให้มีชีวิตมีรายได้ที่มั่นคง สามารถเป็นลูกจ้างประจำเหมือนคนสายอื่นๆ
เขาพยายาม ไม่โทษโชคชะตา ไม่บ่นว่า ทำไมฟ้าไม่ประทานมาให้เขา เขาทำด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอผู้ใหญ่จากไหนมาทำให้
อีกด้านหนึ่ง ผมดูงานเรื่องเก่ามากๆสมัย 40-50 ปีที่แล้วของเขาเรื่อง Horus : The Prince of The Sun ผมบอกตามตรงว่า เทียบกับปัจจุบันไม่ได้เลย เทียบแล้วค่อนข้างแย่
แต่ก็เข้าใจว่า วิทยาการมันไม่ได้ทันสมัยแบบสมัยนี้ และตอนที่ผมอ่านประวัติ ก็ทำเอาตกใจนิดหน่อย เพราะว่าพยายามใช้เทคนิคนนอกกรอบ สู้กับขีดจำกัดของเทคโนโลยี (ที่สมัยนั้นยังโบราณ) กันมาก เช่น การถึงขนาดเล่นกับ frame rate
เรื่องฝีมือความลุ่มลึกและความงดงามในการเล่าเรื่องที่ต้องฝึกฝนขัดเกลา ซึ่งถ้าเราติดตามผลงานของเขา เราจะค่อยๆพบพัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ
ข้อคิดที่ได้ก็คือ เราอาจจะเห็นว่าญี่ปุ่นเป็นเจ้าแห่ง animation ในวันนี้ มีผลงานระดับสูงๆมากมาย
ดูมั่งคั่งมาก แต่ถ้าเราดูเบื้องหลังของเขา เราจะพบว่ามันไม่ได้สร้างในวันเดียว
เขาก็ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ช่วงเวลาที่เขายังไม่เก่งเท่านี้มาเหมือนกัน ต่อสู้ฝ่าฟันมา พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนเก่ง
สำหรับประเทศไทย เมื่อดูข้อมูลย้อนหลัง 20 ปี พบว่า เดินมาไกลมาก จากเมื่อก่อนที่ไม่มีอะไรเลย ตอนนี้ เริ่มเห็นการ์ตูนไทยที่มีกระแสตอบรับที่มี ดัง เริ่มเห็นบริษัทเกมไทยที่ขายต่างประเทศ ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ ฯลฯ
หลายครั้งผมพบคนท้อแท้ สิ้นหวัง ผมว่าเราไม่จำเป็นจะต้องรู้สึกว่า วงการเกมไทยไม่พัฒนา ตกต่ำ ไม่มีความมั่นคง หรือว่าอย่างไร ผมว่าจริงๆก็พัฒนามามากแล้วนะ และจะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ และเป็นเรื่องที่สามารถ . . . หรือ “ต้อง” ทำด้วยตนเอง ฝ่าฟันไป
ปัญหามีไว้ให้เอาชนะ เมื่อแก้ได้แต่ละเปราะแล้ว เปราะนั้นก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป นั่นเรียกว่า “การเติบโต”
หวังว่าจะมี case study สนุกๆให้เราได้เขียนถึงกันอีกมากมาย
สวัสดีปีใหม่ครับ
Filed under:
thaigamasutra.com, นักพัฒนาเกม, ผู้เริ่มต้น -
Trackback
Uri