Tag: Funding



31 Jan 10

พอดีช่วงที่ผ่านมามีโอกาสได้ฟังนายธนาคารพูด คิดว่าหลายคนน่าจะสนใจประเด็นพวกนี้ เลยเอามาเล่านะครับ

คือมีคนไปถามว่า “ทำ web site ขอสินเชื่อธนาคารได้มั๊ย”
นายธนาคารตอบมาเลยว่า “ไม่ให้ครับ”
โดยให้เหตุผลว่า ธุรกิจ web site มีการแข่งขันที่สูงมากเกินไป และมีความเสี่ยงสูงมาก ในโลกมี web เป็นพันล้าน แต่ที่ทำเป็นธุรกิจได้ดี มีเพียงหยิบมือ
ธุรกิจบันเทิง หรือพวกนวัตกรรม เทคโนโลยี (คือมี “เกม” อยู่ด้วยน่ะ) ธนาคารก็ไม่เอาเหมือนกัน ด้วยเหตุผลเหมือนกัน กระแสมาและไปไวมาก โดยมากไม่ค่อยยั่งยืน (ตัวอย่างเช่น Yahoo ที่เราเคยคิดว่าเป็นเจ้าพ่อเจ้าหนึ่งใน internet ยิ่งใหญ่ได้ไม่ทันถึง 5 ปี ตอนนี้อาการร่อแร่ซะแล้ว)
ซึ่งจะไม่เหมาะกับลักษณะการลงทุนของธนาคาร ที่ไม่ได้ต้องการกำไรเยอะ แต่ต้องการความมั่นคง และเก็บกินได้นานๆ

ความเสี่ยงอีกอย่างของพวก web site คือ มักจะมีทีมงานไม่กี่คน และงานมักจะผูกติดกับตัวบุคคล
ถ้าเกิดมีคนออกไปสักคน ก็ทำให้ล่มกันหมด ถือเป็นความเสี่ยงอีกเหมือนกัน
(ลองสำรวจดูสนุกๆว่า สำหรับคนทำเกม ทีมทำเกมของเรา มีโครงสร้างที่เป็นความเสี่ยงแบบนี้ด้วยหรือไม่)

และเขาบอกเพิ่มเติมว่า ต่อให้มีสินทรัพย์ค้ำประกันที่เพียงพอก็ไม่เอา เพราะว่าธนาคารจะไม่ทำตัวเป็นโรงรับจำนำ ต่อให้ยึดสินทรัพย์ค้ำประกันมา ก็จะเป็นภาระเรื่องการเอาไปขายทอดตลาด มีความเสี่ยงที่จะขายไม่ได้ราคาด้วย และที่สำคัญคือทำให้ rating ธนาคารไม่สวย

แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า ธุรกิจพวกเกม หรือนวัตกรรม เทคโนโลยี จะหาแหล่งเงินทุนไม่ได้นะครับ
ข้างบนก็แค่บอกว่า มันไม่ได้เหมาะกับธนาคาร . . . แต่มีที่เหมาะทางอื่น
บริษัทอย่าง Microsoft หรือ Apple นี่ ธนาคารก็ไม่เอา
แต่ว่าบริษัทพวกนี้ มักจะโตมาจากเงินของ Venture Capital แทน (หรือไม่ก็ทุนส่วนตัว ถ้าลงทุนไม่มาก)

ข้อมูล เกร็ดเกี่ยวกับ Venture Capital คือ นี่เป็นกลไกที่สำคัญอย่างมาก ในการเติบโตของบริษัทเทคโนโลยี จำนวนมากในอเมริกา โดยเฉพาะในแถบ Silicon Valley ที่เราคุ้นชื่อกัน
บริษัทพวกนี้มีความเสี่ยงสูงไปสำหรับธนาคาร
เราเห็นบริษัทใหญ่ๆ ในอเมริกา อย่างเช่น Microsoft หรือ Apple นี่ ไม่ได้หมายความว่า บริษัทเทคโนโลยีทุกบริษัทที่เปิดขึ้นมาในอเมริกาจะประสบความสำเร็จหมดนะครับ ที่เราเห็นในข่าว นั่นแค่ส่วนยอดเท่านั้น
เอาจริงๆ ตัวเลขอัตราการเจ๊ง ถ้าผมจำไม่ผิดจะอยู่ 99% หรือ 99.9% นี่แหละ
ประมาณว่า ลงทุนไป 100 บริษัท จะมีที่รอดและเติบใหญ่แค่ 1 บริษัท ให้เราได้เห็นในข่าว (ใครๆก็อยากเขียนข่าวเกี่ยวกับความสำเร็จ) ที่เหลือเจ๊งขาดทุนหมดอย่างเงียบๆ (Failure has no PR)
เห็นตัวเลขสถิติแบบนี้ ก็คงทำให้เราเข้าใจธนาคารว่า ทำไมถึงไม่เอา
แต่ถ้าไม่ยอมเสี่ยงเลย ธุรกิจมันก็เกิดไม่ได้ หรือจะว่าอีกอย่างคือ การที่ลงทุนเจ๊ง 99 บริษัท เป็นสิ่งจำเป็นถ้าอยากให้เกิดบริษัทที่สำเร็จ 1 บริษัท
เพราะงั้น Venture Capital ที่รับความเสี่ยงได้ (ชื่อก็บอกว่า Venture = ผจญภัย) จึงมีความสำคัญ และช่วยในการเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีในอเมริกาอย่างมาก

สำหรับคนทำเกม ถ้าเราเห็นแบบนี้ ถ้าเผื่อเจอธนาคารปฎิเสธจะได้ไม่เศร้าเกินไปหรือไปโกรธเขา เพราะเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร และทำตัวถูก วิ่งไปหาได้ถูกคนขึ้น







23 Nov 09

ตอนที่ 3 ของบทความชุดนี้แล้วนะครับ

Stock Market

บางคนอาจจะนึกถึงเล่นหุ้น ไปหากำไรเอาจากหุ้นเพื่อมาทำเกมหรือเปล่า . . . . เอ่อ สำหรับบทความนี้ ไม่ใช่มุมนั้นครับ
จะกล่าวถึงการที่เราเอาบริษัทของเราเข้าไปในตลาดหลักทรัพย์
ข้อดีของการเอาบริษัทของเราเข้าไปในตลาดหลักทรัพย์คือ
- เป็นแหล่งที่เราจะระดมทุนได้อย่างคล่องตัวกว่าปกติมาก เพราะมันเป็นการเปิดโอกาสให้มหาชนจำนวนมากๆเป็นหมื่นเป็นแสนคนสามารถเข้าถึงเราและสามารถมาร่วมทุนกับเรา
เราไม่ต้องไปง้อใครคนใดคนหนึ่งมาก
- และของแถมอีกอย่างคือ ทำให้เรามี credit มีความน่าเชื่อถือ มีอำนาจต่อรอง ซึ่งจะทำให้เราคุยเจรจากับใคร มากกว่าปกติ
แหม ดีจัง
แต่ก็มีเงื่อนไขนะ คือเราต้องเป็นบริษัท และมีกำไรที่ดูมั่นคงและเยอะพอประมาณแล้วนะ
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำเกม คงจะใช้วิธีนี้ไม่ได้ แต่ก็สามารถมองๆไว้เป็นแผนในอนาคตได้ เมื่อทำกิจการแล้วขยายตัว
ส่วนนอกจากนั้นก็คือ ในการเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ มันจะมีระบบ ข้อบังคับมากมายเหมือนกัน อย่างเช่น ต้องเปิดงบการเงินของเราต่อสาธารณะชน ต้องจัดโครงสร้างภายในบริษัทให้เป็นระบบมีธรรมาภิบาล
และเพราะเหตุนี้ บางทีบริษัทใหญ่ๆบางบริษัท ก็ไม่อยากเข้าตลาดหลักทรัพย์เหมือนกัน
สำหรับในประเทศไทย มีตลาดหลักทรัพย์อยู่ 2 ตลาดคือ SET ที่เป็นตลาดของบริษัทที่มีมูลค่าใหญ่ที่เราคุ้นหูกัน กับตลาด mai ที่ไว้สำหรับบริษัทที่มีมูลค่าเล็กๆมองลงมา
ใึีครอยากเข้าตลาดหลักทรัพย์ ลองมองที่ mai ก่อนก็ได้
รายละเอียดมากกว่านี้ ถ้าสนใจลองหาเอาเอง หรืออาจจะเขียนแนะนำกันวันหลังนะครับ พร้อม case study

Venture Capital

ชื่อไทยมีคำเรียกด้วย คือ ธุรกิจเงินร่วมลงทุน
มีเกร็ดน่าสนุกอย่างหนึ่งคือ venture capital มีส่วนอย่างมากในการขยายอุตสาหกรรมเกี่ยวกับ technology ต่างๆในอเมริกา
บริษัทใหญ่ทั้งหลาย เช่น Google หรือ Microsoft ต่างก็เกิดมาจากความร่วมมือกับ venture capital
โดยทั่วไป รูปแบบการร่วมลงทุนกับเราของ venture capital ก็คือ มาร่วมหุ้นกับเรา ให้เป็นทุนดำเนินการของเรา เขาเอาหุ้นไป
จากนั้นเราก็ทำกิจการไปขยายกิจการ จนเข้าตลาดหลักทรัพย์
หลังจากเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้แล้ว venture capital ก็จะขายหุ้นที่เขาได้ออกไป ในราคาที่สูงกว่าที่ซื้อจากเราไปตอนแรก เป็นกำไรของเขา
venture capital ได้กำไร ส่วนธุรกิจเราก็เกิดได้เรียบร้อย จบ happy ending
style การลงทุนของ venture capital จะตรงข้ามกับธนาคารคือ ต้องการลงทุนในกิจการที่มีศักยภาพทำกำไรได้สูงมากเท่านั้น โดยรับความเสี่ยงได้มากกว่าธนาคาร
คล้ายๆกับที่เราแนะนำไปใน angel capital
หรือจะว่าไป ก็เทียบว่าเป็น angel capital ที่มีระบบการจัดการแบบเป็นมืออาชีพขึ้น หลายครั้งอยู่ในรูปแบบกองทุน มีกฎหมายควบคุมด้วย
เรื่องความเสี่ยง . . . ก็ถ้าบริษัทเราทำกำไรไม่ได้ เข้าตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้ ทาง venture capital ก็จะขอโบกมือลา โดยการขายหุ้นคืนให้กับเรา
สำหรับในประเทศไทย ก็มีกองทุน venture capital บ้าง แต่ไม่มากเท่าอเมริกา
และเคยมี case study ของบริษัทเกมในไทยที่เริ่มต้นจาก venture capital ด้วย
ไว้วันหลังเรา *อาจจะ* มีโอกาสได้สัมภาษณ์กันนะครับ

Publisher

วิ่งไปเสนอ project ของเราให้ publisher
ถ้าเขาเห็นว่าดี เขาจะรับ จ่ายเงินค่าพัฒนาให้เรา แล้วเขาก็เอาไปขาย เอากำไรจากตรงนั้น หรือจะส่วนแบ่งต่อกล่องหรือต่ออะไรเท่าไหร่ก็แล้วแต่จะตกลง
ข้อดีสำหรับวิธีนี้คือ publisher จะทำการสนับสนุนเกมเราในด้านต่างๆด้วยนอกจากเงิน เช่น การตลาด ซึ่งแน่นอนว่าเขาเชี่ยวชาญและมีพลังมากกว่าเราทำเองทั่วไป เช่น ออกโฆษณาและประชาสัมพันธ์ทั้งโลก เจรจากับร้านค้าเป็นร้อยเป็นหมื่น
รวมทั้งได้สายสัมพันธ์ เราอาจจะได้โอกาสดีๆ อื่นๆจากการรู้จักคนใน publisher ด้วย เช่น ถ้าเขาอยาก outsource งานอะไร อาจจะมาบอกเรา
ฯลฯ
เรื่องน่ากล่าวถึงสำหรับ publisher คือ ถ้ามองด้านการเงินก็จะคล้ายๆ angel capital เพียงแต่เขาทำเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบและมีความเชี่ยวชาญเน้นด้านตลาดเกมโดยเฉพาะ
แต่แน่นอนว่า ความที่เขาเป็นมืออาชีพมาก ก็จะหมายถึงเขาก็ต้องการ project ที่เป็นมืออาชีพมาก และสร้างผลกำไรให้เขาได้มากๆ เหมือนกัน
และ publisher แต่ละรายก็จะมีเกณฑ์การตีค่าความเป็นไปได้ มีความเชี่ยวชาญเกมแต่ละประเภท แตกต่างกัน เช่น รายหนึ่งอาจจะเชื่อว่าต้องทำเกมเด็กเท่านั้น บางรายเชี่ยวชาญการทำตลาดหรือมีความเชื่อในเกม simulation เป็นพิเศษ

จบแล้ว

หวังว่าเราคงได้เห็นภาพรวมว่า แหล่งหาทุนมีทางไหนได้บ้าง จะเห็นว่ามีหลายทางทีเดียว
ข้อคิดที่น่าสนใจคือ
การหาเงินในหลายๆครั้ง มันก็ไม่ใช่การแบมือขอที่เราจะเอาฝ่ายเดียว หรือการกุศล แต่เป็นการทำธุรกิจร่วมกันระหว่างผู้ให้เงิน กับนักพัฒนาเกมที่เอาเงินไปใช้
ถ้าทุกฝ่ายได้สิ่งที่ต้องการ ใจตรงกัน ธุรกิจก็จะเกิด . . . ไำม่งั้นก็ไม่เกิด
ถ้าเราพอจะรู้แนวความต้องการของแต่ละฝ่าย จะทำให้เราสามารถเสนอสิ่งที่แต่ละฝ่ายต้องการได้ตรงขึ้น มีโอกาสของธุรกิจสูงขึ้น
บทความนี้ หวังว่าจะทำให้เห็นภาพรวมกว้างๆ
ส่วนรายละเอียดมากกว่า เราอาจจะนำเสนอกันในโอกาสถัดไปนะครับ
จริงๆวิธีการหาทุน ในโลกอาจจะมีนอกเหนือจากนี้อีก ไว้ถ้าเจอแบบไหนน่าสนใจ จะนำมาแนะนำเพิ่มเติมกันวันหลังครับ

ข้อควรระวัง

  • การลงทุน มีโอกาสทั้งได้เงิน และเสียเงิน และโดยมากในโลกก็มักจะเสียเงินกันด้วย การเสียเงินเป็นการพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ บทความนี้อาจจะไม่ได้กล่าวถึงด้านนี้เท่าไหร่ แต่เราอาจจะพูดถึงในบทความอื่นๆวันหลัง
  • เงินเป็นเพียงเครื่องมืออย่างหนึ่ง แต่สำหรับคนที่เพิ่งรู้จักเงินระวังอย่าไปติดกับดักทางจิตใจในการไปเพ่งสมาธิที่เงินจนเกินไป จนลืมเราสิ่งที่เราจะทำจริงๆคืออะไร : เกม
อ้อ เหมือนเดิมครับ ใครอยากเสริมตรงไหน comment มาได้นะครับ เป็นประโยชน์กับคนที่ผ่านมาทีหลังครับ
แล้วเจอกันใหม่ครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง







21 Nov 09

ต่อจากตอนที่ 1 นะครับ ตอนนี้ตอนที่ 2 แล้ว

Seed Funding

แปลว่ายืมคนรู้จัก
คนรู้จักเรา เช่น พ่อแม่ เขาคงจะรักเราบ้าง อาจจะให้ยืมเงิน
พ่อแม่ไม่ให้ ก็อาจจะไปหา อากง อาม่า อากู๋ . . . . . ไม่ก็เพื่อน หรืออาจจะอาจารย์ . . . . สักคนที่เรารู้จัก มีสายสัมพันธ์ บากหน้าไปหาได้บ้าง
หลักการอะไรไม่ค่อยตายตัวนัก สำหรับการหาทุนแบบนี้ จะคืนเขายังไง ให้ดอกเบี้ยมั๊ย หรือให้หุ้น แล้วแต่กรณีของแต่ละคน แล้วแต่ความพอใจ
สิ่งที่น่ากล่าวถึง สำหรับการหาทุนแบบนี้ก็คือ บางทีคนรู้จักเราอาจจะไม่ได้มีความเข้าใจด้านการลงทุน ไม่ได้มีจิตใจแบบนักลงทุน
เงินใครใครก็หวง ใครๆก็กลัวเสียเงินทั้งนั้น โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้เข้าใจเรื่องการลงทุน โดยมากแค่เจอคำว่าความเสี่ยงแม้แต่นิดเดียวก็ไม่ต้องพูดกันต่อแล้ว
เราต้องเข้าใจว่า เรื่องทำเกมใครๆก็มองเป็นเรื่องที่เสี่ยง ไม่มั่นคงเหมือนทำธุรกิจอื่น (หรือเป็นลูกจ้าง)
ถ้าเราไม่สร้างความเชื่อมั่นให้เขาได้ ถึงจะรักกันแต่ก็ให้กันยาก . . . ซึ่งจริงๆถึงจะเชื่อมั่นก็ตะขิดตะขวงใจอยู่ดี

Angel Capital

ถ้าเอาให้เป็นคำที่เรารู้จักกันง่ายๆ ก็ “เสี่ย” หรือ “เฮีย”
การหาเงินผ่าน angel capital จะค่อนข้างเป็นการเป็นงานกว่าแบบ seed funding
เพราะเขาเข้าใจการลงทุน และเตรียมใจสำหรับการลงทุน (ที่เห็นว่าน่าสนใจ (ถ้าไม่น่าสนใจไม่เอา)) ไว้แล้ว
สิ่งที่เขาสนใจที่สุดคือ “เขาจะได้กำไรเท่าไหร่” ยิ่งเยอะยิ่งดี
โดยมากต้อง 20% – 1000% ขึ้นไป ถึงจะดี เพราะถ้าน้อยกว่านั้นเขาเอาไปลงตราสารหนี้ หรือฝากธนาคารยังจะดีกว่า ได้เท่ากัน แถมง่าย ไม่เสี่ยงด้วย
สิ่งที่ต้องดูควบคู่เหมือนกันคือ “จะคืนทุนตอนไหน”
และที่สำคัญเหมือนกันคือ “ความเชื่อมั่น”
ความเชื่อมัน ใน idea ว่ามาถูกทาง ตอบสนองตลาด ไปได้จริง
ความเชื่อมัน ในตัวทีมงานว่าจะลาก project ไปจนจบได้ ต้องแสดงให้เห็น
- ทีมงาน ต้องมีฝีมือทำได้จริง เข้าใจสิ่งที่ตัวเองจะทำ (อาจจะแสดงได้ผ่าน portfolio ว่าเคยทำอะไรมาบ้างหรือ demo)
- ทีมงาน ต้องมีความตั้งใจจริง และมีความรับผิดชอบ อันนี้ก็สำคัญมากๆเหมือนกัน

Bank Loan

แปลเป็นไทยคือ กู้ธนาคารนั่นเอง
สิ่งที่เราควรเข้าใจเกี่ยวกับธนาคารคือ
ธนาคาร จะมีความเป็นมืออาชีพ มีระเบียบแบบแผน
เราควรจะมีการเขียน “แผนธุรกิจ” ไป เพื่อจะได้คุยกันง่ายว่า เราจะทำอะไร และที่สำคัญคือ แผนการเงิน (อยู่รวมในแผนธุรกิจ) ว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ เงินเข้าเงินออกเท่าไหร่ และใช้คืนเขาได้ตอนไหน

(บางที่ ถ้าเราไม่มีไป เขาอาจจะใจดี นั่งคุยกับเราว่าเราทำอะไร และสรุปเป็นตัวหนังสือให้ หรือแนะนำวิธีเขียนให้เรา . . . หรือไม่ก็เชิญกลับบ้าน)
(การเขียนแผนธุรกิจ อาจจะนำมาแนะนำกันวันหลัง)
และสิ่งที่น่ากล่าวถึงก็คือ style การลงทุนของธนาคาร ธนาคารไม่ได้ต้องการกำไรเยอะมากเมื่อเทียบกับ angel capital โดยปกติทั่วไป ณ ขณะที่เขียนอยู่นี้ ธนาคารต้องการดอกเบี้ยจากเราที่ 5% – 15% เท่านั้น (เช่น สมมติดอกเบี้ย 5%กู้ 100 บาทต้องจ่ายคืน 105 บาท (100 บาทเิงินต้น ส่วน 5 บาทงอกมา เป็นกำไรของธนาคาร (กำไรส่วนนี้นี่เอง ที่ทำให้ธนาคารรวย และทำให้ธนาคารถึงอยากมาปล่อยกู้)))
แต่เมื่อกำไรไม่เยอะแล้ว สิ่งที่ธนาคารต้องการควบคู่กันคือ “ความแน่นอน”
โดยทั่วไป ผู้กู้จะต้องมีสินทรัพย์มาค้ำประกัน
ถ้าหาเงินมาคืนธนาคารได้ก็ดีไป
แต่ถ้าหาเงินมาคืนไม่ได้ ธนาคารก็จะได้ยึดสินทรัพย์ที่ค้ำประกันไปแทน
สำหรับในที่นี้ คงกล่าวถึงความเข้าใจในภาพรวมเกี่ยวกับการกู้เงินจากธนาคาร คร่าวๆเท่านี้
จริงๆ ยังมีประเด็นยิบย่อยที่น่ากล่าวถึงนิดหน่อย โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมเกมโดยเฉพาะ แต่คงจะยาวเกินไป เราอาจจะแยกเป็นบทความเดี่ยวๆมาให้อ่านกันวันหลังนะครับ
อ้อ idea พวกนี้ที่เขียนถึง เป็นแค่ idea คร่าวๆนะครับ แต่ว่าแต่ละธนาคารก็จะมี style ปลีกย่อยของแต่ละที่ต่างกัน  (เช่น อัตราดอกเบี้ยต่างกัน หรือ ชอบรายย่อยๆเป็นพิเศษ หรือมีโครงการเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมใดเป็นพิเศษ) และเปลี่ยนไปตามเวลา ถ้าสนใจจริงๆ คงต้องไปขอข้อมูลของแต่ละธนาคารกันเอาเองนะครับ

พักแค่นี้ก่อน (อีกแล้ว)

คิดว่าพิมพ์มาค่อนข้างยาวแล้วสำหรับตอนที่ 2 ขอพักก่อน ไว้เจอกันตอนที่ 3 นะครับ
อ้อ เหมือนเดิมนะครับ หากท่านใดอยากเสริมตรงไหน comment บอกมาได้นะครับ จะได้เป็นประโยชน์กับคนที่มาอ่านทีหลังครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง







20 Nov 09

เรารู้กันอยู่แล้วว่า การทำเกมมันก็ต้องมีต้นทุน ไม่มากก็น้อย
เรารู้กันว่า เกมใหญ่ๆ ค่าพัฒนาเขาเป็นล้าน หรืออาจจะถึงร้อยล้านพันล้านเลย! (ค่าเงินเดือนของคนเป็นสิบและเป็นปีนี่แหละตัวดี)
การหาเงินทุนมาพัฒนาเกม ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องคิดเหมือนกัน
เราลองมาดูกันว่า มีวิธีจัดการกับเงินเพื่อมาใช้ใน project พัฒนาเกมของเราอย่างไรได้บ้าง และมีข้อดีและข้อควรระวังอย่างไร ลองมา share กัน

วิธีที่จะเสนอในบทความนี้ เท่าที่ร่างไว้ จะเสนอ 9 วิธี

  • Sweat Equity
  • ทุนส่วนตัว
  • การประกวด
  • Seed Funding
  • Angel Capital
  • Bank Loan
  • ตลาดหลักทรัพย์
  • Venture Capital
  • Publisher

หมายเหตุ : ไม่มีวิธีที่ดีที่สุดสำหรับทุกกรณี แต่ละวิธีต่างมีข้อดี และข้อควรระวัง และเงื่อนไขต่างกัน
และอาจจะใช้ผสมกันได้
สำหรับแต่ละคน ควรดูวิธีที่เหมาะกับกรณีของตัวเอง

เนื่องจากบทความอาจจะค่อนข้างยาว พิมพ์ทีเดียวไม่ไหว อาจจะขอแบ่งบทความเป็นหลายๆตอนนะครับ

ไม่ต้องใช้เงิน ใช้หยาดเหงื่อแรงกายตัวเองให้หมด (Sweat Equity)

ข้อดีคือ ไม่ต้องมีทุนทางด้านเงินเริ่มต้น และไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย
แต่ต้องมีทุนด้านคน ต้องมีทีมที่มี skill ครบตามที่ต้องใช้ (เช่น ไม่ใช่มีแต่คนเขียนโปรแกรม แต่ไม่มีคนทำ art work ได้เลย (มันจะเสร็จได้ไงล่ะนั่น))
และที่สำคัญและต้องระวังคือ ทุกคนจะต้องมีการเตรียมใจ และต้องมีแผนมองในระยะยาว
เพราะในขณะที่เราทำงาน แล้วไม่ได้เงินเดือน แล้วเราก็เห็นคนอื่นๆในสังคม ทำงานแล้วได้เงินทุกเดือน มองภายนอกเรายังกับคนตกงานเลย จะทำให้ใจเราหวั่นไหวหรือไม่?
โดยเฉพาะถ้าเราต้องมีทีมงาน อยู่กันหลายๆคน ต่างคนต่างใจ แถมมีชีวิต ต้องกินข้าว ต้องมีหน้ามีตาในสังคม อยากมีความก้าวหน้าในชีวิต การที่ทุกคนจะยืนหยัด ไม่หวั่นไหวเลยแม้แต่คนเดียว เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ มันอาจจะยากเหมือนกัน

trick แนะนำสำหรับการใช้ sweat equity คือ เตรียมใจให้พร้อม ทุกคนมีเป้าหมายร่วมกัน มีแผนในระยะยาว
และถ้าให้ดี อย่าให้เวลาของ project ยาวเกินไป ความเสี่ยงจากการท้อใจของเพื่อนร่วมทีมจะได้ไม่มากเกินไป

ทุนส่วนตัว

ก็ให้ประกอบสัมมาอาชีพ (อาจจะทำอาชีพอื่น หรือรับจ้างพัฒนาเกมคนอื่นก็ได้) ถ้าเราไม่ฟุ่มเฟือยเราก็จะมีเงินเก็บ เอาเงินเก็บนี่แหละมาจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆในการพัฒนาเกมของเรา
ถ้าเรามีคนร่วมหุ้นหลายคน ก็คงจะเก็บได้เร็วหน่อย

ข้อดีคือ
เงินเราเอง ไม่ต้องขอใคร
ไม่ต้องโน้มน้าวใคร ซึ่งต้องใช้เวลา และอาจจะไม่ได้ก็ได้
ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย

ข้อที่ต้องพิจารณา
ถ้าเราไม่ได้มีเงินเยอะอยู่แล้ว อาจจะต้องใช้เวลาสำหรับการค่อยๆเก็บหอมรอมริบสักหน่อย
และมันเหมือนการลงทุน สิ่งที่เราต้องเจอคือ ความกังวล กังวลว่าเงินเราจะละลายหายวับไปกับตาไปโดยไม่ได้ผลตอบแทนเลยหรือไม่
การลงทุนทุกครั้งมีความเสี่ยง เรามีแผนและบริหารความเสี่ยงหรือไม่ และที่สำคัญคือ ใจที่รับกับความเสี่ยงได้

การใช้เงินลงทุน บางทีมันไม่ได้เกี่ยวกับว่าเรามีเงินเยอะหรือน้อย แต่บางทีเราก็กังวลว่า เงินมันจะได้ผลตอบแทนหรือว่าจะละลายหายไป
ทุกคนกลัวเสียเงิน
บางทีถ้าเราเห็นว่ามันจะหายวับไปกับตา แค่ 1000 เราก็ไม่มีเงินให้
บางทีถ้าเราเห็นว่าลงทุนแล้วเงินงอก จะเอาไปเป็นล้านจนหมดกระเป๋าก็เอาไป ดีไม่ดี ถึงตัวเองมีไม่พอ ยังจะยืมคนอื่นมาเทให้อีก! (ยิ่งเทมาก ยิ่งได้มาก)

นี่เป็นเรื่องที่เจ้าของเงินทุกคนคิด และเป็นหลักเดียวกันในการหาเงินทางอื่นด้วย

การประกวด

จะมีการประกวดพัฒนาเกมของหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ
เราจะได้เงินมาแทบจะฟรีๆเลย ดอกเบี้ยก็ไม่ต้องจ่าย แถมเรายังจะได้ชื่อเสียง ได้เป็น credit ด้วย
แต่ว่า งานประกวดแต่ละครั้ง มีผู้เข้าประกวดเป็นสิบ เป็นร้อย แต่มีตำแหน่ง มีคนที่จะได้รางวัลแค่ไม่กี่คน
มันจะไม่ค่อยชัวร์เท่าไหร่ คล้ายๆกับการรอถูกหวย บางทีเราเอาเวลาไปประกอบสัมมาอาชีพ ยังอาจจะได้เงินเท่ากันแถมได้ชัวร์

ข้อแนะนำสำหรับการส่งเกมเข้าประกวดคือ ให้การประกวดเป็นแค่ตัวช่วยเสริมเผื่อใช้มากกว่า
project เราก็ทำไป โดยอาจจะมีแผนหาทางอื่นด้วย แล้วก็ส่งประกวดไปด้วย ถ้าชนะก็โชคดีไปถือเป็นทางลัด แต่ถ้าไม่ชนะ เราก็หาจากทางอื่นที่เราวางแผนไว้แล้วไป

พักก่อน

พิมพ์มายาวแล้ว ไว้ต่อในตอนต่อไปนะครับ
สำหรับใครที่อยากเสริม หรือเห็นว่าตรงไหนยังโหว่แนะนำมาได้นะครับผ่าน comment เราอาจจะ revise บทความกัน และเป็นประโยชน์กับคนที่ตามมาอ่านทีหลัง

บทความที่เกี่ยวข้อง





Get Adobe Flash playerPlugin by wpburn.com wordpress themes