ตบบทความคนอื่นอีกแล้วครับ จาก Blognone (เอามาจาก EddieKim, TechCrunch ต่ออีกที)
ก็จะมา comment เพิ่มเติมเกี่ยวกับคนทำเกม
ไม่ได้ถูกสแปมบุกเว็บ แต่นี่เป็นข่าวเกี่ยวกับเกมที่ชื่อว่า Car Locator ที่เขียนโดยนาย Edward Kim ที่ลาพักร้อนอยู่กับครอบครัวเมื่อห้าเดือนก่อน จนได้เป็นเกมส่งขึ้น Market ในเวลาต่อมา
เกม Car Locator มีราคาในช่วงเริ่มต้นที่ 1.99 ดอลลาร์ และปรับเป็น 3.99 ในเวลาต่อมา Kim พบว่าการขึ้นราคาเท่าตัวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อยอดขายนัก แต่จุดสำคัญของความสำเร็จคือการได้ขึ้นเป็น Featured App ส่งผลให้ยอดขายจากวันละ 80-100 ดอลลาร์กลายเป็นเฉลี่ย 435 ดอลลาร์ต่อวันทันที ส่วนวันที่ขายดีที่สุดคือวันวาเลนไทน์ (คนใช้ Android ไม่ไปเดทกัน?) มียอดขายถึง 772 ดอลลาร์ในวันเดียว รวมรายได้ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเขามีรายได้กว่า 13,000 ดอลลาร์ หรือ 425,000 บาทภายในเดือนเดียว
ข้อกังวลสักหน่อยคือเรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์ที่เริ่มมีมากขึ้นเมื่อ เกมเริ่มดัง อย่างไรก็ตาม Kim ไม่ได้กังวลมากแม้จะอยากได้ข้อมูลการละเมิดลิขสิทธิ์อยู่บ้างก็ตาม
comment
- เรื่อง pricing ของเกม เพิ่มเป็นเท่าตัว แต่ก็ไม่กระทบยอดขาย
ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า demand inelasticity (เพิ่มราคาแล้ว แต่ยอดขายก็ยังไม่ตก — สินค้าที่สถานะเป็นอย่างนี้ จะทำให้ผู้ขายได้รายได้เพิ่มได้)
สาเหตุอาจจะมาจาก 2 ทาง คือ 1.) ถึงจะเพิ่มเป็น 2 เท่า แต่มันก็ยังอยู่ในระดับขำๆ ซื้อแบบไม่คิดมาก เหมือนเดิม ผู้ซื้ออาจไม่สังเกตด้วยซ้ำ 2.) เพราะความน่าซื้อ ถึงราคาขึ้นก็ยังจะอยากซื้อ (ผลมาจากข้ออื่น)
- การเป็น featured app มีผลมาก
– เพราะมันส่งผลถึงความเชื่อมั่นต่อตัว app เพราะว่า app เป็นสินค้าที่ผู้ซื้อไม่เห็นของก่อนจนกว่าจะซื้อ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าผู้ซื้อจะเกิดอาการกังวลว่า ซื้อแล้วได้ของไม่ดี เสียดายเงินหรือเปล่า
การที่ได้เป็น featured app มันจะตอบโจทย์ตรงนี้ได้ ว่า app นี้ผ่านการทดสอบ ได้รับการยอมรับแล้วนะ เชื่อถือได้ ผู้ซื้อไม่ต้องกังวล
– ตำแหน่งในการมองเห็น app คนจะเห็น featured app ก่อนเลย ถ้าเทียบกับร้านอาหาร หรือร้านหนังสือ ก็เหมือนทำเลน่ะเอง ตำแหน่งที่คนเดินผ่านมากๆ ก็จะมีโอกาสที่จะมีลูกค้าเยอะ
- ถ้าเทียบกับธุรกิจเกมสมัยก่อน สมัยนี้คนทำเกมรายเล็กมีช่องทางขายและการทำตลาดได้เองมากขึ้น ถ้าสมัยก่อน ต้องพึ่ง publisher ที่มีความเชี่ยวชาญทางการตลาดเฉพาะและเงินมากเท่านั้น และก็เล่นตัวซะเหลือเกิน (แต่ก็ไม่ใช่ว่าเดี๋ยวนี้ publisher จะตายนะ แค่ว่าคนทำเกมมีช่องทางทำเองมากขึ้น)
- อันนี้ยืมมาจาก @nuishow : สินค้า consumer product (ขายผู้บริโภคจำนวนมาก แทนที่จะขายระหว่างธุรกิจด้วยกันเอง เป็น dealๆ ไป) มีสิ่งที่ดีอย่างหนึ่งคือ มัน “มีโอกาสถูกหวย” ถ้าอยู่ดีๆ มันได้รับความนิยม คนแห่มาซื้อจำนวนมาก เงินก็ไหลมาจำนวนมากเลย <– ในบริบทของเรา เกมก็เป็นหนึ่งใน consumer product นั่นเอง และนี่คือ case study ของการ “ถูกหวย” ตามคำที่ @nuishow ว่า อันหนึ่ง



