Tag: Publisher



2 Mar 10

ตบบทความคนอื่นอีกแล้วครับ จาก Blognone (เอามาจาก EddieKim, TechCrunch ต่ออีกที)
ก็จะมา comment เพิ่มเติมเกี่ยวกับคนทำเกม

ไม่ได้ถูกสแปมบุกเว็บ แต่นี่เป็นข่าวเกี่ยวกับเกมที่ชื่อว่า Car Locator ที่เขียนโดยนาย Edward Kim ที่ลาพักร้อนอยู่กับครอบครัวเมื่อห้าเดือนก่อน จนได้เป็นเกมส่งขึ้น Market ในเวลาต่อมา

เกม Car Locator มีราคาในช่วงเริ่มต้นที่ 1.99 ดอลลาร์ และปรับเป็น 3.99 ในเวลาต่อมา Kim พบว่าการขึ้นราคาเท่าตัวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อยอดขายนัก แต่จุดสำคัญของความสำเร็จคือการได้ขึ้นเป็น Featured App ส่งผลให้ยอดขายจากวันละ 80-100 ดอลลาร์กลายเป็นเฉลี่ย 435 ดอลลาร์ต่อวันทันที ส่วนวันที่ขายดีที่สุดคือวันวาเลนไทน์ (คนใช้ Android ไม่ไปเดทกัน?) มียอดขายถึง 772 ดอลลาร์ในวันเดียว รวมรายได้ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเขามีรายได้กว่า 13,000 ดอลลาร์ หรือ 425,000 บาทภายในเดือนเดียว

ข้อกังวลสักหน่อยคือเรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์ที่เริ่มมีมากขึ้นเมื่อ เกมเริ่มดัง อย่างไรก็ตาม Kim ไม่ได้กังวลมากแม้จะอยากได้ข้อมูลการละเมิดลิขสิทธิ์อยู่บ้างก็ตาม

comment

- เรื่อง pricing ของเกม เพิ่มเป็นเท่าตัว แต่ก็ไม่กระทบยอดขาย
ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า demand inelasticity (เพิ่มราคาแล้ว แต่ยอดขายก็ยังไม่ตก — สินค้าที่สถานะเป็นอย่างนี้ จะทำให้ผู้ขายได้รายได้เพิ่มได้)
สาเหตุอาจจะมาจาก 2 ทาง คือ 1.) ถึงจะเพิ่มเป็น 2 เท่า แต่มันก็ยังอยู่ในระดับขำๆ ซื้อแบบไม่คิดมาก เหมือนเดิม ผู้ซื้ออาจไม่สังเกตด้วยซ้ำ 2.) เพราะความน่าซื้อ ถึงราคาขึ้นก็ยังจะอยากซื้อ (ผลมาจากข้ออื่น)
- การเป็น featured app มีผลมาก
– เพราะมันส่งผลถึงความเชื่อมั่นต่อตัว app เพราะว่า app เป็นสินค้าที่ผู้ซื้อไม่เห็นของก่อนจนกว่าจะซื้อ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าผู้ซื้อจะเกิดอาการกังวลว่า ซื้อแล้วได้ของไม่ดี เสียดายเงินหรือเปล่า
การที่ได้เป็น featured app มันจะตอบโจทย์ตรงนี้ได้ ว่า app นี้ผ่านการทดสอบ ได้รับการยอมรับแล้วนะ เชื่อถือได้ ผู้ซื้อไม่ต้องกังวล
– ตำแหน่งในการมองเห็น app คนจะเห็น featured app ก่อนเลย ถ้าเทียบกับร้านอาหาร หรือร้านหนังสือ ก็เหมือนทำเลน่ะเอง ตำแหน่งที่คนเดินผ่านมากๆ ก็จะมีโอกาสที่จะมีลูกค้าเยอะ
- ถ้าเทียบกับธุรกิจเกมสมัยก่อน สมัยนี้คนทำเกมรายเล็กมีช่องทางขายและการทำตลาดได้เองมากขึ้น ถ้าสมัยก่อน ต้องพึ่ง publisher ที่มีความเชี่ยวชาญทางการตลาดเฉพาะและเงินมากเท่านั้น และก็เล่นตัวซะเหลือเกิน (แต่ก็ไม่ใช่ว่าเดี๋ยวนี้ publisher จะตายนะ แค่ว่าคนทำเกมมีช่องทางทำเองมากขึ้น)
- อันนี้ยืมมาจาก @nuishow : สินค้า consumer product (ขายผู้บริโภคจำนวนมาก แทนที่จะขายระหว่างธุรกิจด้วยกันเอง เป็น dealๆ ไป) มีสิ่งที่ดีอย่างหนึ่งคือ มัน “มีโอกาสถูกหวย” ถ้าอยู่ดีๆ มันได้รับความนิยม คนแห่มาซื้อจำนวนมาก เงินก็ไหลมาจำนวนมากเลย <– ในบริบทของเรา เกมก็เป็นหนึ่งใน consumer product นั่นเอง และนี่คือ case study ของการ “ถูกหวย” ตามคำที่ @nuishow ว่า อันหนึ่ง







23 Nov 09

ตอนที่ 3 ของบทความชุดนี้แล้วนะครับ

Stock Market

บางคนอาจจะนึกถึงเล่นหุ้น ไปหากำไรเอาจากหุ้นเพื่อมาทำเกมหรือเปล่า . . . . เอ่อ สำหรับบทความนี้ ไม่ใช่มุมนั้นครับ
จะกล่าวถึงการที่เราเอาบริษัทของเราเข้าไปในตลาดหลักทรัพย์
ข้อดีของการเอาบริษัทของเราเข้าไปในตลาดหลักทรัพย์คือ
- เป็นแหล่งที่เราจะระดมทุนได้อย่างคล่องตัวกว่าปกติมาก เพราะมันเป็นการเปิดโอกาสให้มหาชนจำนวนมากๆเป็นหมื่นเป็นแสนคนสามารถเข้าถึงเราและสามารถมาร่วมทุนกับเรา
เราไม่ต้องไปง้อใครคนใดคนหนึ่งมาก
- และของแถมอีกอย่างคือ ทำให้เรามี credit มีความน่าเชื่อถือ มีอำนาจต่อรอง ซึ่งจะทำให้เราคุยเจรจากับใคร มากกว่าปกติ
แหม ดีจัง
แต่ก็มีเงื่อนไขนะ คือเราต้องเป็นบริษัท และมีกำไรที่ดูมั่นคงและเยอะพอประมาณแล้วนะ
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำเกม คงจะใช้วิธีนี้ไม่ได้ แต่ก็สามารถมองๆไว้เป็นแผนในอนาคตได้ เมื่อทำกิจการแล้วขยายตัว
ส่วนนอกจากนั้นก็คือ ในการเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ มันจะมีระบบ ข้อบังคับมากมายเหมือนกัน อย่างเช่น ต้องเปิดงบการเงินของเราต่อสาธารณะชน ต้องจัดโครงสร้างภายในบริษัทให้เป็นระบบมีธรรมาภิบาล
และเพราะเหตุนี้ บางทีบริษัทใหญ่ๆบางบริษัท ก็ไม่อยากเข้าตลาดหลักทรัพย์เหมือนกัน
สำหรับในประเทศไทย มีตลาดหลักทรัพย์อยู่ 2 ตลาดคือ SET ที่เป็นตลาดของบริษัทที่มีมูลค่าใหญ่ที่เราคุ้นหูกัน กับตลาด mai ที่ไว้สำหรับบริษัทที่มีมูลค่าเล็กๆมองลงมา
ใึีครอยากเข้าตลาดหลักทรัพย์ ลองมองที่ mai ก่อนก็ได้
รายละเอียดมากกว่านี้ ถ้าสนใจลองหาเอาเอง หรืออาจจะเขียนแนะนำกันวันหลังนะครับ พร้อม case study

Venture Capital

ชื่อไทยมีคำเรียกด้วย คือ ธุรกิจเงินร่วมลงทุน
มีเกร็ดน่าสนุกอย่างหนึ่งคือ venture capital มีส่วนอย่างมากในการขยายอุตสาหกรรมเกี่ยวกับ technology ต่างๆในอเมริกา
บริษัทใหญ่ทั้งหลาย เช่น Google หรือ Microsoft ต่างก็เกิดมาจากความร่วมมือกับ venture capital
โดยทั่วไป รูปแบบการร่วมลงทุนกับเราของ venture capital ก็คือ มาร่วมหุ้นกับเรา ให้เป็นทุนดำเนินการของเรา เขาเอาหุ้นไป
จากนั้นเราก็ทำกิจการไปขยายกิจการ จนเข้าตลาดหลักทรัพย์
หลังจากเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้แล้ว venture capital ก็จะขายหุ้นที่เขาได้ออกไป ในราคาที่สูงกว่าที่ซื้อจากเราไปตอนแรก เป็นกำไรของเขา
venture capital ได้กำไร ส่วนธุรกิจเราก็เกิดได้เรียบร้อย จบ happy ending
style การลงทุนของ venture capital จะตรงข้ามกับธนาคารคือ ต้องการลงทุนในกิจการที่มีศักยภาพทำกำไรได้สูงมากเท่านั้น โดยรับความเสี่ยงได้มากกว่าธนาคาร
คล้ายๆกับที่เราแนะนำไปใน angel capital
หรือจะว่าไป ก็เทียบว่าเป็น angel capital ที่มีระบบการจัดการแบบเป็นมืออาชีพขึ้น หลายครั้งอยู่ในรูปแบบกองทุน มีกฎหมายควบคุมด้วย
เรื่องความเสี่ยง . . . ก็ถ้าบริษัทเราทำกำไรไม่ได้ เข้าตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้ ทาง venture capital ก็จะขอโบกมือลา โดยการขายหุ้นคืนให้กับเรา
สำหรับในประเทศไทย ก็มีกองทุน venture capital บ้าง แต่ไม่มากเท่าอเมริกา
และเคยมี case study ของบริษัทเกมในไทยที่เริ่มต้นจาก venture capital ด้วย
ไว้วันหลังเรา *อาจจะ* มีโอกาสได้สัมภาษณ์กันนะครับ

Publisher

วิ่งไปเสนอ project ของเราให้ publisher
ถ้าเขาเห็นว่าดี เขาจะรับ จ่ายเงินค่าพัฒนาให้เรา แล้วเขาก็เอาไปขาย เอากำไรจากตรงนั้น หรือจะส่วนแบ่งต่อกล่องหรือต่ออะไรเท่าไหร่ก็แล้วแต่จะตกลง
ข้อดีสำหรับวิธีนี้คือ publisher จะทำการสนับสนุนเกมเราในด้านต่างๆด้วยนอกจากเงิน เช่น การตลาด ซึ่งแน่นอนว่าเขาเชี่ยวชาญและมีพลังมากกว่าเราทำเองทั่วไป เช่น ออกโฆษณาและประชาสัมพันธ์ทั้งโลก เจรจากับร้านค้าเป็นร้อยเป็นหมื่น
รวมทั้งได้สายสัมพันธ์ เราอาจจะได้โอกาสดีๆ อื่นๆจากการรู้จักคนใน publisher ด้วย เช่น ถ้าเขาอยาก outsource งานอะไร อาจจะมาบอกเรา
ฯลฯ
เรื่องน่ากล่าวถึงสำหรับ publisher คือ ถ้ามองด้านการเงินก็จะคล้ายๆ angel capital เพียงแต่เขาทำเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบและมีความเชี่ยวชาญเน้นด้านตลาดเกมโดยเฉพาะ
แต่แน่นอนว่า ความที่เขาเป็นมืออาชีพมาก ก็จะหมายถึงเขาก็ต้องการ project ที่เป็นมืออาชีพมาก และสร้างผลกำไรให้เขาได้มากๆ เหมือนกัน
และ publisher แต่ละรายก็จะมีเกณฑ์การตีค่าความเป็นไปได้ มีความเชี่ยวชาญเกมแต่ละประเภท แตกต่างกัน เช่น รายหนึ่งอาจจะเชื่อว่าต้องทำเกมเด็กเท่านั้น บางรายเชี่ยวชาญการทำตลาดหรือมีความเชื่อในเกม simulation เป็นพิเศษ

จบแล้ว

หวังว่าเราคงได้เห็นภาพรวมว่า แหล่งหาทุนมีทางไหนได้บ้าง จะเห็นว่ามีหลายทางทีเดียว
ข้อคิดที่น่าสนใจคือ
การหาเงินในหลายๆครั้ง มันก็ไม่ใช่การแบมือขอที่เราจะเอาฝ่ายเดียว หรือการกุศล แต่เป็นการทำธุรกิจร่วมกันระหว่างผู้ให้เงิน กับนักพัฒนาเกมที่เอาเงินไปใช้
ถ้าทุกฝ่ายได้สิ่งที่ต้องการ ใจตรงกัน ธุรกิจก็จะเกิด . . . ไำม่งั้นก็ไม่เกิด
ถ้าเราพอจะรู้แนวความต้องการของแต่ละฝ่าย จะทำให้เราสามารถเสนอสิ่งที่แต่ละฝ่ายต้องการได้ตรงขึ้น มีโอกาสของธุรกิจสูงขึ้น
บทความนี้ หวังว่าจะทำให้เห็นภาพรวมกว้างๆ
ส่วนรายละเอียดมากกว่า เราอาจจะนำเสนอกันในโอกาสถัดไปนะครับ
จริงๆวิธีการหาทุน ในโลกอาจจะมีนอกเหนือจากนี้อีก ไว้ถ้าเจอแบบไหนน่าสนใจ จะนำมาแนะนำเพิ่มเติมกันวันหลังครับ

ข้อควรระวัง

  • การลงทุน มีโอกาสทั้งได้เงิน และเสียเงิน และโดยมากในโลกก็มักจะเสียเงินกันด้วย การเสียเงินเป็นการพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ บทความนี้อาจจะไม่ได้กล่าวถึงด้านนี้เท่าไหร่ แต่เราอาจจะพูดถึงในบทความอื่นๆวันหลัง
  • เงินเป็นเพียงเครื่องมืออย่างหนึ่ง แต่สำหรับคนที่เพิ่งรู้จักเงินระวังอย่าไปติดกับดักทางจิตใจในการไปเพ่งสมาธิที่เงินจนเกินไป จนลืมเราสิ่งที่เราจะทำจริงๆคืออะไร : เกม
อ้อ เหมือนเดิมครับ ใครอยากเสริมตรงไหน comment มาได้นะครับ เป็นประโยชน์กับคนที่ผ่านมาทีหลังครับ
แล้วเจอกันใหม่ครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง







20 Nov 09

เรารู้กันอยู่แล้วว่า การทำเกมมันก็ต้องมีต้นทุน ไม่มากก็น้อย
เรารู้กันว่า เกมใหญ่ๆ ค่าพัฒนาเขาเป็นล้าน หรืออาจจะถึงร้อยล้านพันล้านเลย! (ค่าเงินเดือนของคนเป็นสิบและเป็นปีนี่แหละตัวดี)
การหาเงินทุนมาพัฒนาเกม ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องคิดเหมือนกัน
เราลองมาดูกันว่า มีวิธีจัดการกับเงินเพื่อมาใช้ใน project พัฒนาเกมของเราอย่างไรได้บ้าง และมีข้อดีและข้อควรระวังอย่างไร ลองมา share กัน

วิธีที่จะเสนอในบทความนี้ เท่าที่ร่างไว้ จะเสนอ 9 วิธี

  • Sweat Equity
  • ทุนส่วนตัว
  • การประกวด
  • Seed Funding
  • Angel Capital
  • Bank Loan
  • ตลาดหลักทรัพย์
  • Venture Capital
  • Publisher

หมายเหตุ : ไม่มีวิธีที่ดีที่สุดสำหรับทุกกรณี แต่ละวิธีต่างมีข้อดี และข้อควรระวัง และเงื่อนไขต่างกัน
และอาจจะใช้ผสมกันได้
สำหรับแต่ละคน ควรดูวิธีที่เหมาะกับกรณีของตัวเอง

เนื่องจากบทความอาจจะค่อนข้างยาว พิมพ์ทีเดียวไม่ไหว อาจจะขอแบ่งบทความเป็นหลายๆตอนนะครับ

ไม่ต้องใช้เงิน ใช้หยาดเหงื่อแรงกายตัวเองให้หมด (Sweat Equity)

ข้อดีคือ ไม่ต้องมีทุนทางด้านเงินเริ่มต้น และไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย
แต่ต้องมีทุนด้านคน ต้องมีทีมที่มี skill ครบตามที่ต้องใช้ (เช่น ไม่ใช่มีแต่คนเขียนโปรแกรม แต่ไม่มีคนทำ art work ได้เลย (มันจะเสร็จได้ไงล่ะนั่น))
และที่สำคัญและต้องระวังคือ ทุกคนจะต้องมีการเตรียมใจ และต้องมีแผนมองในระยะยาว
เพราะในขณะที่เราทำงาน แล้วไม่ได้เงินเดือน แล้วเราก็เห็นคนอื่นๆในสังคม ทำงานแล้วได้เงินทุกเดือน มองภายนอกเรายังกับคนตกงานเลย จะทำให้ใจเราหวั่นไหวหรือไม่?
โดยเฉพาะถ้าเราต้องมีทีมงาน อยู่กันหลายๆคน ต่างคนต่างใจ แถมมีชีวิต ต้องกินข้าว ต้องมีหน้ามีตาในสังคม อยากมีความก้าวหน้าในชีวิต การที่ทุกคนจะยืนหยัด ไม่หวั่นไหวเลยแม้แต่คนเดียว เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ มันอาจจะยากเหมือนกัน

trick แนะนำสำหรับการใช้ sweat equity คือ เตรียมใจให้พร้อม ทุกคนมีเป้าหมายร่วมกัน มีแผนในระยะยาว
และถ้าให้ดี อย่าให้เวลาของ project ยาวเกินไป ความเสี่ยงจากการท้อใจของเพื่อนร่วมทีมจะได้ไม่มากเกินไป

ทุนส่วนตัว

ก็ให้ประกอบสัมมาอาชีพ (อาจจะทำอาชีพอื่น หรือรับจ้างพัฒนาเกมคนอื่นก็ได้) ถ้าเราไม่ฟุ่มเฟือยเราก็จะมีเงินเก็บ เอาเงินเก็บนี่แหละมาจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆในการพัฒนาเกมของเรา
ถ้าเรามีคนร่วมหุ้นหลายคน ก็คงจะเก็บได้เร็วหน่อย

ข้อดีคือ
เงินเราเอง ไม่ต้องขอใคร
ไม่ต้องโน้มน้าวใคร ซึ่งต้องใช้เวลา และอาจจะไม่ได้ก็ได้
ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย

ข้อที่ต้องพิจารณา
ถ้าเราไม่ได้มีเงินเยอะอยู่แล้ว อาจจะต้องใช้เวลาสำหรับการค่อยๆเก็บหอมรอมริบสักหน่อย
และมันเหมือนการลงทุน สิ่งที่เราต้องเจอคือ ความกังวล กังวลว่าเงินเราจะละลายหายวับไปกับตาไปโดยไม่ได้ผลตอบแทนเลยหรือไม่
การลงทุนทุกครั้งมีความเสี่ยง เรามีแผนและบริหารความเสี่ยงหรือไม่ และที่สำคัญคือ ใจที่รับกับความเสี่ยงได้

การใช้เงินลงทุน บางทีมันไม่ได้เกี่ยวกับว่าเรามีเงินเยอะหรือน้อย แต่บางทีเราก็กังวลว่า เงินมันจะได้ผลตอบแทนหรือว่าจะละลายหายไป
ทุกคนกลัวเสียเงิน
บางทีถ้าเราเห็นว่ามันจะหายวับไปกับตา แค่ 1000 เราก็ไม่มีเงินให้
บางทีถ้าเราเห็นว่าลงทุนแล้วเงินงอก จะเอาไปเป็นล้านจนหมดกระเป๋าก็เอาไป ดีไม่ดี ถึงตัวเองมีไม่พอ ยังจะยืมคนอื่นมาเทให้อีก! (ยิ่งเทมาก ยิ่งได้มาก)

นี่เป็นเรื่องที่เจ้าของเงินทุกคนคิด และเป็นหลักเดียวกันในการหาเงินทางอื่นด้วย

การประกวด

จะมีการประกวดพัฒนาเกมของหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ
เราจะได้เงินมาแทบจะฟรีๆเลย ดอกเบี้ยก็ไม่ต้องจ่าย แถมเรายังจะได้ชื่อเสียง ได้เป็น credit ด้วย
แต่ว่า งานประกวดแต่ละครั้ง มีผู้เข้าประกวดเป็นสิบ เป็นร้อย แต่มีตำแหน่ง มีคนที่จะได้รางวัลแค่ไม่กี่คน
มันจะไม่ค่อยชัวร์เท่าไหร่ คล้ายๆกับการรอถูกหวย บางทีเราเอาเวลาไปประกอบสัมมาอาชีพ ยังอาจจะได้เงินเท่ากันแถมได้ชัวร์

ข้อแนะนำสำหรับการส่งเกมเข้าประกวดคือ ให้การประกวดเป็นแค่ตัวช่วยเสริมเผื่อใช้มากกว่า
project เราก็ทำไป โดยอาจจะมีแผนหาทางอื่นด้วย แล้วก็ส่งประกวดไปด้วย ถ้าชนะก็โชคดีไปถือเป็นทางลัด แต่ถ้าไม่ชนะ เราก็หาจากทางอื่นที่เราวางแผนไว้แล้วไป

พักก่อน

พิมพ์มายาวแล้ว ไว้ต่อในตอนต่อไปนะครับ
สำหรับใครที่อยากเสริม หรือเห็นว่าตรงไหนยังโหว่แนะนำมาได้นะครับผ่าน comment เราอาจจะ revise บทความกัน และเป็นประโยชน์กับคนที่ตามมาอ่านทีหลัง

บทความที่เกี่ยวข้อง





Get Adobe Flash playerPlugin by wpburn.com wordpress themes